Tag Archives: เว็บดูหนังไทย

เรื่องย่อ มังกรหยก (The Legend of the Condor Heroes 2017) ตอนที่ 8

ชายแซ่เหยียนชาวต้าจินเดินลงบันไดมาที่ชั้นล่างของโรงเตี๊ยมพร้อมลูกน้องคนสนิทอย่างอารมณ์ดี และถูก "จูชง" (บัณฑิตมือวิเศษ (ยอดนักล้วง) – หนึ่งในเจ็ดแปลกแห่งเจียงหนาน [เจ็ดแปลกแห่งกังหนำ]) แกล้งเดินขวางโดยทำเหมือนไม่ได้ตั้งอกตั้งใจ ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ใส่ใจและเดินตรงไปหาเจ้าของโรงเตี๊ยมเพื่อให้ขอให้ช่วยจัดแจงอาหารบำรุงดีๆ ให้เมียของตน โดยบอกว่าหากอาหารถูกปากเมียตนจะจ่ายเงินให้อย่างงาม เจ้าของโรงเตี๊ยมมองว่าร้านตนมีเงินสดหมุนเวียนไม่มากนักจึงขอให้เขาช่วยจ่ายเงินค่าห้องพักให้ก่อน เมื่อลูกน้องคนสนิทของชายแซ่เหยียนจะควักเงินออกมาจ่ายก็พบว่าเงินหายไป  ชายแซ่เหยียนจึงสำรวจเงินของตนและพบว่าเงินหายไปเช่นกัน เจ้าของโรงเตี๊ยมกับลูกน้องเห็นดังนั้นจึงสงสัยว่าเขาเป็นพวกต้มตุ๋น

หลังทราบข่าว "ไก้อวิ้นชง" ขุนนางซ่งแห่งเมืองเจียซิงก็รีบมาคุกเข่าขอโทษชายแซ่เหยียนที่โรงเตี๊ยม เปาซีรั่ว [เปาเซียะเยียก] ซึ่งยืนดูอยู่ที่ชั้นสองเห็นขุนนางใหญ่ชาวซ่งก้มหัวคุกเข่าต่อหน้าชายแซ่เหยียนอย่างนอบน้อมก็รู้สึกแปลกใจ ชายแซ่เหยียนขอให้ไก้อวิ้นชงสืบหาคนร้ายที่บังอาจขโมยเงินตนไป ไก้อวิ้นชงจึงมอบเงินทองสองถาดใหญ่ให้ชายแซ่เหยียนเพื่อให้เป็นการไถ่โทษ ลูกน้องคนสนิทชายแซ่เหยียนมองว่าก่อนหน้านี้นายของตนโดนลบหลู่จึงประกาศบอกทุกคนในโรงเตี๊ยมว่า แท้จริงแล้วนายของตนคือ "อ๋องหกแห่งต้าจิน" ("หวันเหยียนหงเลี่ย" [อ้วงง้วนอั้งเลียก]) เจ้าของโรงเตี๊ยมและลูกน้องรีบพากันขอโทษที่เข้าใจผิด ส่วนเปาซีรั่วได้ยินแล้วถึงกับช็อค

เปาซีรั่ว [เปาเซียะเยียก]  รู้สึกผิดต่อหยางเถี่ยซิน [เอี๊ยทิซิม] ผู้เป็นสามี คุณไม่นึกฝันว่าคนที่ตนช่วยชีวิตเอาไว้เมื่อสามเดือนก่อนจะเป็นถึงอ๋องของอาณาจักรต้าจินที่สามีเกลียดชังนักหนา คุณจึงคิดที่จะฆ่าเขาเพื่อให้ล้างแค้นให้สามี เปาซีรั่วย่องไปที่เตียงของหวันเหยียนหงเลี่ยหมายลอบฆ่าขณะที่เขากำลังหลับ คุณถือดาบสั้นด้วยน้ำตานองหน้าและพยายามที่จะฆ่าเขาแต่ใจไม่แข็งพอ ที่แท้หวันเหยียนหงเลี่ยรู้สึกตัวตั้งแต่ต้น เขาเห็นคุณไม่กล้าลงมือจึงลืมตาแล้วบอกให้ฆ่าตนเสียหากนั่นเป็นความประสงค์ของคุณ เปาซีรั่วชี้ว่าเขาเป็นชาวจิน ส่วนตนเป็นชาวซ่ง ความแค้นที่พวกตนมีต่อกันนั้นใหญ่หลวงจนเกินกว่าจะให้อภัย หวันเหยียนหงเลี่ยกล่าวว่าหากคุณคิดฆ่าตนด้วยเหตุผลนั้นตนจะไม่ตำหนิคุณเลย แต่คุณต้องรู้ไว้อย่างหนึ่งว่าตนไม่ได้ฆ่า 'พี่หยาง' (หยางเถี่ยซิน) ทหารซ่งต่างหากที่ลงมือฆ่าเขา (หวันเหยียนหงเลี่ยเป็นคนบงการต้วนเทียนเต๋อ เพราะต้องการชิงเปาซีรั่วมาเป็นของตน) 

หวันเหยียนหงเลี่ยเตือนเปาซีรั่วว่าหากฆ่าตนแล้วจงอย่ากลับไปที่หมู่บ้านหนิวเจียอีก ตนเป็นห่วงคุณในเรื่องนี้มาก เขารู้ว่าเปาซีรั่วเป็นคนใจอ่อนจึงคว้าข้อมือคุณแล้วบอกให้ลงมือเลย เขายังบอกคุณด้วยว่าหากคุณฆ่าตนแล้ว คนของตนจะไม่จะเอาเรื่อง เพราะคุณคือผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตตนไว้ พูดจบหวันเหยียนหงเลี่ยก็ดึงมือเปาซีรั่ว [เปาเซียะเยียก] (ซึ่งถือดาบสั้นจ่อคอเขาอยู่) หมายให้คุณปลิดชีพตน แต่เปาซีรั่วพยายามชักมือกลับเพราะฆ่าเขาไม่ลง คุณเลยคิดที่จะฆ่าตัวตายตามสามีไป หวันเหยียนหงเลี่ยรีบห้ามปรามโดยบอกให้คุณเห็นแก่ลูกในท้องที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ เพราะนั่นคือสายเลือดเพียงคนเดียวของสามีคุณ คุณจึงควรให้โอกาสเด็กได้แก้แค้นแทนพ่อและเรียกคุณว่าแม่ เปาซีรั่วได้ยินดังนั้นจึงล้มเลิกความคิดที่จะฆ่าตัวตาย

เรื่องย่อ อัศวินรักข้ามเวลา (The Black Knight) ตอนที่ 2

ปรากฏว่าลูกค้าที่โทรฯ หาแฮราคือ "จาง แพ็คฮี" คุณขอให้แฮราช่วยจองโรงแรมปราสาทให้และหวังว่าจะได้พบเจ้าของโรงแรม (ซูโฮ) ตรงนั้น หลังวางสายคุณหวนนึกถึงความผิดบาปและโศกนาฏกรรมความรักที่เกิดขึ้นในชาติที่แล้ว ก่อนเปรยว่าตอนนี้ทุกอย่างควรกลับเข้าที่เข้าทางเสียที แฮราส่งข้อความไปบอกแฟนชายหนุ่ม "ชเว จีฮุน" ว่าคืนนี้คุณต้องอยู่ทำงานจนดึก จีฮุนส่งข้อความตอบกลับว่าตนก็ยังอยู่ที่สำนักงานอัยการเช่นกัน ทั้งที่ความจริงแล้วเขาอยู่ด้านในห้องสวีทสุดหรูกับหญิงอื่น (ขณะที่จีฮุนกำลังนั่งจิบไวน์รอหญิงสาว (ที่กำลังอาบน้ำ) อย่างสบายอารมณ์ อยู่ๆ ก็มีคนมากดกริ่งหน้าห้อง)

หลังพบว่าผู้ค้าไวน์ทำผิดเงื่อนไขซูโฮจึงเขวี้ยงขวดไวน์ทิ้งและปฏิเสธที่จะลงนามในสัญญา  ขณะเดินจากไปซูโฮเตือนชายคนดังที่กล่าวถึงมาแล้วให้ระวังตัว หลังจากนั้นพ่อของชายคนดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นก็มาหาซูโฮที่โรงแรมกลางดึก เขาสงสัยว่าซูโฮเป็นใครกันแน่ หลังพบว่าคนที่เป็นคู่แข่งหรือเล่นตุกติกกับซูโฮล้วนมีอันเป็นไป (ไม่เจ็บก็ตาย) ครั้นพิจารณาแล้วไม่พบว่าซูโฮมีส่วนเกี่ยวข้อง เขาเลยคิดว่าซูโฮอาจได้รับพรวิเศษบางสิ่ง ปรากฏว่าลูกชายเขาก็เป็นหนึ่งในผู้ประสบเคราะห์กรรมเช่นกัน เขาจึงพาลูกชายซึ่งพลัดตกบันไดมาขอโทษซูโฮ และขอทำสัญญาร่วมกันดังเดิม

แฮราพยายามติดป้ายเสื้อ (ที่ใส่แล้ว) ดังเดิมหมายนำไปขายต่อ ทันใดนั้น "คิม ยองมี" (เพื่อให้นแฮราซึ่งเป็นเจ้าของร้านเสื้อผ้าแบรนด์เนม) ก็โทรฯ มาหาและถามถึงเสื้อที่ส่งมาให้แฮราสวม คุณอยากให้แฮราใส่เสื้อของตนแทนที่จะนำไปขาย จากนั้นก็เตือนเรื่องงานเลี้ยงตอนเย็นโดยบอกว่าลูกชายคนโตของจีมยองกรุ๊ป ("ปาร์ค กน" แฟนยองมี) จะไปกับตนด้วย และถามว่าแฟนอัยการของแฮราจะไปด้วยใช่ไหม (กนได้ยินดังนั้นก็แอบทำหน้าเจื่อน) แฮราการันตีว่าไปแน่และเสนอให้ยองมีจองแพคเกจฮันนีมูนที่บริษัทตน

ทันใดนั้นก็มีลูกค้ามาเอาเรื่องแฮราที่บริษัทและตบหน้าคุณเต็มแรงจนถึงกับปากแตก หลังโดนตบจึงรู้ว่าลูกค้าคนดังที่กล่าวมาข้างต้นเดือดจัดเพราะโดนเมียจับได้ว่าจะพากิ๊กไปเที่ยวเมืองนอก (เมียเขาเช็คโทรศัพท์แล้วพบข้อความรับรองการจองแพคเกจสปาที่โรงแรมแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น) แฮราชี้ว่าข้อความดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นส่งมาจากโรงแรมในญี่ปุ่นโดยตรงและการันตีว่าคุณไม่ได้เป็นคนส่งข้อความที่ว่า เพราะคุณรู้แต่แรกแล้วว่าเขาจะไปเที่ยวกับกิ๊กและเขาเคยขอร้องเอาไว้ ถึงกระนั้นลูกค้าก็ยังคงไม่พอใจและขู่ว่าจากนี้ไปบริษัทตนจะเปลี่ยนไปใช้ตัวแทนท่องเที่ยวแห่งอื่น (สำหรับแพคเกจเดินทางเพื่อให้ธุรกิจ) แฮราบอกให้ลูกค้าขอโทษที่รังแกและข่มขู่ทั้งๆ ที่คุณไม่ได้ทำอะไรผิด จากนั้นก็ชี้ไปที่กล้องวงจรปิดแล้วขู่ว่าจะนำไปเป็นหลักฐานในการแจ้งความ

"มาร์โค" ผู้สืบสกุลเจ้าของปราสาทโบราณ แวะมาคุยกับซูโฮหลังเพิ่งจะกลับจากการติดต่อธุรกิจที่กรุงโรม เขาสงสัยว่าคริสต์มาสปีนี้หญิงสาวที่ซูโฮเฝ้ารอจะมาไหม เขาเองก็อยากพบและอยากขอบคุณคุณ (ซูโฮอนุรักษ์และฟื้นฟูปราสาทโบราณเพื่อให้รักษาสัญญาที่เคยให้ไว้กับแฮรา) ซูโฮบอกมาร์โคด้วยแววตาเป็นประกายว่า หากไม่เจอที่นี่ตนจะไปตามหาแฮราที่เกาหลีถึงแม้คุณจะจำตนไม่ได้ก็ตาม

เรื่องย่อ ตำนานรักจิ้งจอกสวรรค์ (Legend of Nine Tails Fox) ตอนที่ 4

ฮัวเยว่แย้งว่าตั้งแต่มาโลกมนุษย์คุณไม่เคยใช้มนตร์สะกดให้ผู้ชายลุ่มหลง ทุกคนเผ่านาหาคุณเองและยังบอกด้วยว่าจะแต่งงานกับคุณ ในเมื่อผู้ชายเป็นข้างเจ้ายก้แล้วจะมาโทษคุณได้อย่างไร จั๋วอวิ๋นชี้ว่าฮัวเยว่เที่ยวหว่านเสน่ห์ไปทั่วโดยไม่สนว่าผู้ชายเหล่านั้นจะมีครอบครัวแล้วไหม ความประพฤติปฏิบัติของคุณทำให้คนไม่ใช่น้อยต้องเจ็บช้ำน้ำใจแบบงี้ไม่เรียกว่ารังแกมนุษย์หรือ ฮัวเยว่แย้งว่าตบมือข้างเดียวจะดังได้อย่างไร ที่สำคัญในเมื่อผู้ชายทิ้งผู้หญิงได้ ตนก็ทิ้งผู้ชายได้เช่นกัน หากมีวาสนาต่อกันทุกคนก็แฮปปี้ แต่เมื่อใดที่หมดวาสนาก็ต้องแยกจากกันเป็นธรรมดา ใครเดินหน้าหรือใช้ชีวิตต่อไปไม่ได้ก็เป็นปัญหาของเขาไม่เห็นจะเกี่ยวกับตน จั๋วอวิ๋นไม่พอใจที่ฮัวเยว่เห็นความรักเป็นเหมือนของเล่น เขาชี้ว่าโลกมนุษย์มีกฏเกณฑ์จึงไม่อาจรักๆ เลิกๆ ได้ตามใจชอบ ในเมื่อครองคู่กันและต้องอยู่ด้วยกันตลอดไป ฮัวเยว่ได้ยินแล้วขำกลิ้ง คุณเดาว่าที่จั๋วอวิ๋นพูดเช่นนั้นคงเป็นเพราะเขาไม่เคยมีความรักจึงไม่เคยสัมผัสรสชาติแห่งความสุขและความหวานชื่นที่ผู้คนยอมแลกทุกสิ่งเพื่อให้ให้ได้มันมา จั๋วอวิ๋นคิดว่าฮัวเยว่ไม่สำนึกและเกินเยียวยาจึงคิดกำจัดคุณเสียเพื่อให้ที่คุณจะได้ไม่เป็นภัยต่อมนุษย์

หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ต่อสู้กันอีกรอบ ฮัวเยว่ไม่อยากรังแกมนุษย์จึงพยายามหลีกหนีโดยใช้มนตร์บังกายแต่จั๋วอวิ๋นไม่ยอมปล่อยคุณไปง่ายๆ จึงตามราวีไม่เลิก บังเอิญว่าในตอนนั้น "อาซิ่ว" กำลังเก็บดอกไม้อยู่ในรอบๆดังกล่าวมาแล้วข้างต้นพอดี คุณจึงเกือบโดนลูกหลง (จั๋วอวิ๋นใช้พลังฝ่ามือซัดหินก้อนยักษ์ใส่ฮัวเยว่ แต่ฮัวเยว่หลบทันหินเลยพุ่งเข้าหาอาซิ่ว) โชคดีที่ฮัวเยว่หันไปเห็นและช่วยอาซิ่วเอาไว้ได้ทันแต่นั่นก็ทำให้ฮัวเยว่ได้รับบาดเจ็บที่ข้อเท้า ครั้นคิดว่าฮัวเยว่เป็นนางจิ้งจอกอาซิ่วก็รู้สึกตกอกตกใจ ถึงกระนั้นคุณก็ไม่หนีไปไหนทั้งยังถามถึงอาการบาดเจ็บของฮัวเยว่แบบกล้าๆ กลัวๆ ฮัวเยว่เตือนว่าป่าแห่งนี้ไม่ปลอดภัยและชวนอาซิ่วออกจากป่า อาซิ่วเห็นจั๋วอวิ๋นจึงคิดที่จะไปขอร้อง แต่ฮัวเยว่ห้ามเอาไว้โดยบอกว่าเขามาตามจับตนและเป็นคนไม่ดี อาซิ่วจึงออกไปรับหน้าจั๋วอวิ๋นและโกหกว่าไม่มีใครผ่านมาแถวนี้ หลังจากนั้นก็กลับไปหาฮัวเยว่เพื่อให้บอกว่าจั๋วอวิ๋นไปแล้ว หลังกล่าวขอบคุณอาซิ่ว ฮัวเยว่ก็หมดสติและกลายร่างเป็นจิ้งจอก อาซิ่วเห็นดังนั้นจึงวิ่งหนีเตลิดด้วยความตกอกตกใจ ครั้นเห็นนกอินทรีย์บินวนในป่าอาซิ่วจึงรู้ว่าฮัวเยว่กำลังมีภัย คุณเลยรีบกลับไปช่วยฮัวเยว่และแอบพาเข้าบ้านและช่วยรักษาอาการบาดเจ็บให้

อาซิ่วเป็นบุตรสาวเถ้าแก่ร้านขายของชำนามว่า "เหยาซุ่น" ขณะช่วยพ่อเลือกพัดให้ลูกค้าคุณสังเกตว่าในร้านมีพัดมากผิดปกติ พอรู้ว่าบัณฑิตชายหนุ่ม "หลิวจื่อกู้" พึ่งนำมาฝากขายเมื่อเช้าคุณก็รู้สึกดีใจที่เขากลับมาเสียที คุณอยากนำพัดของจื่อกู้ไปให้ลูกค้าเลือกแต่พ่อของคุณไม่เห็นด้วยเพราะลวดลายไม่บริบูรณ์ อาซิ่วจึงขอนำพัดไปปรับแต่งลวดลายเพิ่ม พ่อของคุณยอมตกลงแต่จะหักเงินค่าตกแต่งจากจื่อกู้ ฮัวเยว่ซึ่งเพิ่งจะฟื้นจากอาการบาดเจ็บออกมาเดินสำรวจรอบๆโดยรอบในร่างจิ้งจอกสามหาง ครั้น "อาจี๋" (คนงาน) เห็นเข้าก็ร้องลั่นด้วยความสะดุ้งกลัวก่อนพากันวิ่งไล่จับจิ้งจอกตามคำสั่งของพ่ออาซิ่ว อาซิ่วจึงรีบตามไปดูด้วยความเป็นห่วงและพยายามปกป้องฮัวเยว่

เรื่อง เหยิน เป๋ เหล่ เซมากูเตะ

“พจน์ อานนท์” ผู้กำกับหนังเรื่องนี้เพิ่งจะได้รับรางวัลมาจากเทศกาลภาพยนตร์ที่เบลเยียม เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา อย่าพึ่งตระหนกตกใจว่าต่อไปนี้ เขาจะไปขวนขวายหาชื่อเสียงในฐานะผู้กำกับที่ทำหนังดีๆ คนดูสนุกและได้อะไรๆ ออกไปจากโรง เพราะว่าเขาเองก็ยังพอใจจะทำหนัง ที่ตัวเองชำนาญจนเป็นเจ้าพ่ออยู่เหมือนเดิม

ถ้าจะถามว่า “เหยิน เป๋ เหล่ เซมากูเตะ” เป็นยังไงก็ตอบได้แบบกำปั้นทุบดินว่าเหมือนหนังที่ พจน์ อานนท์ กำกับนั่นแหละ ตลกบี้มุข มีล้อเลียนเรื่องความพิการพอประมาณ เนื้อเรื่องก็ไม่ได้มีอะไรมากขึ้นอยู่กับว่าจะผู้กำกับและผู้แสดงหลักๆ ของเรื่องอย่าง “จาตุรงค์ พลบูรณ์” กับ “โก๊ะตี๋-รุ่งเรืองพร อ่อนละม้าย” ด้นไปทางไหนได้มากกว่ากัน โดยวางพล็อตไว้หลวมๆ ว่า คนขับสองแถวฟันเหยิน, เด็กรถตาเหล่ และแม่ค้าขาเป๋ ที่พยายามจะเป็นลูกน้องเจ้าพ่อ

ส่วนทำไมถึงอยากเป็น ทำไมไม่อยากเป็นอย่างอื่น มีความจำเป็นอะไร คนดูไม่ต้องไปสงสัย เพราะหนังไม่ได้สนใจจะเล่าและก็ไม่สนใจจะบอก นอกจากจะพยายามต่อมุขไปเรื่อยๆ จนจบเรื่อง

ที่สำคัญที่เป็นลายเซ็นของพจน์ อานนท์ ซึ่งไม่ว่าอีกกี่เรื่องก็จำเป็นที่จะต้องเจอก็คือ ความ “เมโลดราม่า” แบบบีบบังคับและขืนใจคนดู ซึ่งเข้าใจว่าผู้กำกับเองพยายามกลบๆ ไว้แต่ด้วยอะไรไม่รู้จึง “เม้ม” ไว้ไม่มิด

มันอาจจะไม่เลวนักถ้าคุณชอบหนังสไตล์ “พจน์ๆ” และเป็นแฟนประจำมันคงสนุกทีเดียว แต่โดยส่วนตัวแล้วหนังตลกเรื่องนี้ตื้นเกินไป แถมยังฝืดจนขำแทบไม่ออก นางเอกของเรื่องที่ยกไว้เป็นจุดขายอย่าง “เมย์-พิชนาฏ สาขากร” ก็ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าเปลี่ยนจากชุดขาสั้นไปเป็นชุดกระโปรงสั้นแล้วเปลี่ยนกลับมาเป็นขาสั้นอีกชุด คนดูผู้ชายเลยอาจจะจำขาขาวๆ ได้มากกว่าหน้าตาของคุณ

ส่วนที่มีการมาโปรโมตกันตอนแรกว่าหนังตลกเรื่องนี้ไม่มีคำหยาบ ก็หวังว่าคงไม่มีใครเชื่อคนง่ายขนาดนั้น มันมีคำหยาบเหมือนที่หนังตลกเมืองไทยยุคนี้จำเป็นต้องมีและก็มีในปริมาณที่มากพอสมควรด้วย

เรื่องราวความฮาก็เริ่มเกิดขึ้นเมื่อ

เหยิน(จตุรงค์ ม๊กจ๊ก) ชายขับรถสองแถวในตลาด อยากรวย จึง เข้าแก๊งค์มาเฟีย เลยชวนเพื่อให้นรัก เหล่ (โก๊ะตี๋ อารมณ์บอย)

Watashi Kekkon Dekinai Janakute, Shinain desu (2016) – ‘แต่งงานเหอะ เจอะฉันแล้ว!’

‘ความสวย’ ‘การงานมั่นคง’ และ ‘อายุใกล้เลข 4’ ทั้งสามอย่างนี่คืออุปสรรคสำคัญในความรักของผู้หญิงที่ยังไม่มีแฟน!

“Watashi Kekkon Dekinai Janakute, Shinain desu” ซีรีส์ชื่อยาวเรื่องนี้จะพาเราไปค้นหาคำตอบว่าทำไมผู้หญิงที่อายุใกล้เลข 4 ที่บริบูรณ์พร้อมกับหน้าตาและการงาน ทั้งยังเป็นคนแสนดีถึงไม่มีผู้ชายที่ไหนมาจีบเลย แถมยิ่งวิ่งหาก็เหมือนยิ่งห่างไกลเข้าไปทุกที ซึ่งจำนวน 10 ตอนของซีรีส์เรื่องนี้มันเปรียบได้กับ ‘คัมภีร์พิชิตความไม่มีแฟนของผู้หญิง’ ที่อัดแน่นไปด้วยแง่มุมความคิด ทัศนคติ การแสดงออก ทั้งสะท้อนถึงมุมมองความเกี่ยวข้องในเรื่องความรักและการแต่งงานได้อย่างสนุกสนาน โดยที่ยังมีมุมดราม่าดีๆ บทพูดที่สะกิดใจคนไม่มีคู่ครองชนิดที่หลายช่วงอาจจะทำเอาบางคนจุกชนิดลงไปชักดิ้นชักงอกันเลย

เรื่องราวของ Tachibana ผู้หญิงวัย 39 ปีที่ชีวิตเพียบพร้อมไปทุกอย่างทั้งความสวย ความเก่งกับการเป็นแพทย์ด้านผิวหนังชื่อดังที่ปัจจุบันเปิดสถาบันความงามเป็นของตนเอง แต่ปัญหาเดียวคือคุณยังไม่มีคู่ และมีความคิดที่ว่า ‘ไม่ใช่แต่งไม่ได้ แต่ฉันเลือกที่จะไม่แต่ง!’ แถมความสาวก็มีแต่จะน้อยลงในแต่ละวัน ซึ่งหลังจากงานเลี้ยงรุ่นเพื่อให้นสมัยมัธยมครั้งปัจจุบัน คุณก็เริ่มตระหนักว่าเรื่องแต่งงานอาจจะเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องมาให้เร็วที่สุดก่อนที่คุณจะแก่ไปมากกว่านี้ ซึ่งนั่นประจวบเหมาะกับการปรากฏตัวของ Sakurai เพื่อให้นสมัยเรียนที่คุณแอบรักมาแสนนานและไม่เคยลืมเลือนจากใจ แต่ปัญหาก็อยู่ตรงที่การพยายามรื้อฟื้นความเกี่ยวข้องใหม่กับอดีตรักแรกวันวานกลับพังลงไม่เป็นท่า คุณจึงหมดที่พึ่งพาและหอบตัวเองในสภาพที่สิ้นหวังไปพบกับ Tokura เจ้าของร้านอาหารจอมปากร้ายที่เคยจี้ใจดำคุณเรื่อง ‘ทัศนคติเรื่องผู้ชายแบบผิดๆ’ ไว้อย่างเจ็บแสบ เพื่อให้ขอให้เขาช่วยสอนวิธีบริหารเสน่ห์พิชิตความไม่มีคู่เพื่อให้เป้าหมายเพื่อให้ให้ได้แต่งงานกับคนที่รัก ซึ่ง Tachibana ก็คงคาดไม่ถึงว่าการวิงวอนคราวนี้จะพาคุณไปพบเจอเรื่องราววุ่นวายของหัวใจอีกสารพัด

‘ซีรีส์ที่เป็นดั่งคัมภีร์พิชิตความไม่มีคู่ครองของผู้หญิง’
ตัวละคร Tachibana สะท้อนภาพลักษณ์ของผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จในแง่หน้าที่การงาน แต่ล้มเหลวในเรื่องการเริ่มความข้องเกี่ยว เราจะพบว่าคุณบริหารงานได้ดี แต่ในการตัดสินใจเรื่องหัวใจ หรือการสร้างสัมพันธ์กับผู้ชายที่คุณรู้สึกดีด้วยนั้นอยู่ในระดับที่น่าเป็นห่วงสุดๆ คุณพลาดตั้งแต่การรุกผู้ชายหนักไปจนอีกข้างถอยห่าง ไหนจะพูดผิดจังหวะในการสนทนา วางตัวผิดๆ คิดว่าตัวเองรู้ใจผู้ชายดี ทั้งที่ความจริงนั้นตรงกันผ่าน หรือจะเรียกว่าเป็นคนที่มีเสน่ห์ แต่ขาดวิธีที่จะงัดเอาออกมาสร้างความประทับใจให้กับผู้ชายก็คงได้

ส่วน Tokura นั้นมีประสบการณ์ในแง่ชีวิตแต่งงานมาก่อน เขาจึงมีข้อมูลดีๆจากประสบการณ์ตรงและผ่านการวิเคราะห์มาเป็นอย่างดีจนกลายมาเป็น ‘บทเรียน’ ชุดใหญ่ให้ Tachibana ได้นำไปใช้พิชิตใจผู้ชายในฝันอย่าง Sakurai ซึ่งการวางตำแหน่งตัวละครให้คนที่ผ่านชีวิตแต่งงานมาคอยชี้แนะคนที่อยากแต่งงานสุดๆ (ในวัยที่ควรแต่งได้ตั้งนานแล้ว) ทำให้ตัวซีรีส์มีน้ำหนักมากขึ้น ทั้งยังทำให้คำแนะนำของ Tokura นั้นล้วนดูน่าเชื่อถือไปหมด (คนไม่มีแฟนที่คิดจะดูเรื่องนี้ควรเตรียมปากกาสมุดให้พร้อม สำหรับเตรียมจดแผนพิชิตใจผู้ชายในฝันของตา Tokura ได้เลย แต่ละแผน แต่ละขั้น แต่ละการวิเคราะห์ของพี่แกนี่แบบว่าผู้ชายได้ฟังเองยัง ‘โห! อะไรจะทฤษฎีละเอียดขนาดนั้น!’)

“Watashi Kekkon Dekinai Janakute, Shinain desu” ยังเจาะลึกไปถึงมุมมองของคนในสังคมที่มีต่อคนวัยใกล้อายุ 40 ปีที่ยังไม่มีคู่ครอง โดยเน้นไปที่ผู้หญิง ซึ่งล้วนถูกรบเร้าจากคนรอบข้างด้วยคำถามว่า ‘แต่งงานรึยัง? เมื่อไหร่จะแต่ง? ตอนนี้คบใครอยู่บ้างรึยัง?’ แต่การแต่งงานไม่ใช่เรื่องที่พูดปุบปับคนไม่มีคู่ครองจะแต่งได้เลยปุบปับปั๊บ เพราะเราอาจมองผ่านเรื่องสำคัญที่สุดกว่านั้นไปนั่นคือ ‘ถ้าจะแต่งงาน ต้องได้แต่งกับคนที่เรารักด้วยสิ’ ซึ่งประโยคนี่เองที่อาจจะฟังดูสวยหรู แต่ช่างยากลำบากยิ่งนัก ยามที่มองไปรอบตัวแล้วยังไร้วี่แววคนมาจีบหรือรับความในใจไปแล้วเขาไม่รับรักตอบ

โอกาสสุดท้ายในช่วงวัยที่ผู้หญิงจะมีค่าที่สุด
(ก่อนจะแก่ไปมากกว่านี้) !
ตัวซีรีส์มาพร้อมเงื่อนไขเรื่องการ ‘แต่งงาน’ และ ‘ความรัก’ ตัวละครทุกตัวจึงดำเนินเรื่องราวไปบนพื้นฐานเงื่อนไขนี้ โดยหลังจากขอคำแนะนำจาก Tokura แล้ว เราจะพบว่าผู้ชายที่ผ่านเผ่านาทำให้หัวใจของ Tachibana สั่นไหวทั้งหมดนั้นมีความแตกต่างกันชัดเจนทั้งด้านวัยและความมั่นคงทางหน้าที่การงาน เริ่มจากเด็กชายหนุ่มร้านอาหารที่อายุน้อยกว่าคุณ 10 กว่าปี ที่ร่าเริงแจ่มใส มองอะไรสนุกไปหมด แต่รายได้แค่พอใช้ไปวันๆและไม่มีแผนสำหรับอนาคต, ชายหนุ่มพนักงานบริษัทที่ฐานะปานกลางเป็นมนุษย์เงินเดือนบริบูรณ์แบบ ที่ถูกมองจากคนภายนอกว่าไม่ค่อยเหมาะสมกัน (ฉากที่เนื้อเรื่องแสดงให้มองว่าตัวละครนี้เป็นมนุษย์เงินเดือนธรรมดาเพียงใดด้วยเหตุการณ์ที่เขานัดนางเอกไปเจอที่สถานีรถไฟและนางเอกเจอคนที่แต่งตัวสไตล์เดียวกันกับพี่แกเต็มไปหมดอธิบายได้ชัดเจนมากๆ อารมณ์ประมาณมองหาม้าลายในฝูงม้าลาย), ผู้ชายวัยเดียวกัน อดีตคนที่แอบรักมานาน การงานมั่นคง สุขุม คิดอะไรเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว หรือถ้านับ Tokura ไปด้วยก็จะพบว่านี่เป็นผู้ชายวัยใกล้เคียงกัน แต่ผ่านชีวิตแต่งงานมาก่อน
.
การมาของ 4 ตัวละครนี้ทำให้เรามีโอกาสได้เห็นข้อดี ข้อเสียของคนวัยต่างๆในกรณีที่ว่า ‘ถ้าต้องแต่งงานกัน ใครคือตัวเลือกที่ดีที่สุด ?’ ที่นอกจากมุมมองของตัวนางเอกแล้ว เราจะได้เห็นมุมมองความคิดของคนนอกอีกด้วยว่ามองการจับคู่ของ Tachibana ยังไงกันบ้างอีกด้วย เช่น ‘คบเด็กชายหนุ่มวัยรุ่นก็กระชุ่มกระชวยหัวใจดีนะ’ /  ‘คบกับมนุษย์เงินเดือนธรรมดาก็คงเหนื่อยหน่อย’ / ‘คบกับคนวัยเดียวกันสิ ผ่านอะไรมามากพอกันดีที่สุด’ ฯลฯ
.
เอ๋ยถึงคนภายนอก ถ้าสังเกตดีๆจะพบว่ากลุ่มเพื่อให้นของ Tachibana นั้นก็มีหลายกลุ่มที่แตกต่างไปเช่นกัน ทั้งกลุ่มพนักงานในคลินิกตัวเองที่เป็นวัยรุ่นสาวๆที่จะช่วยเหลือให้หัวหน้าของคุณเจอใครก็คว้าไปก่อน ขอให้ได้แต่งก่อนจะอายุเยอะกว่านี้เป็นพอ แม้แต่ตัวพวกคุณเองก็ยังคิดจริงจังเรื่องแต่งงานกันจริงจังแล้วด้วย ต่อมาคือกลุ่มเพื่อให้นเก่าสมัยมัธยมที่คอยเชียร์ให้ลงเอยกับ Sakurai ที่สุดเพราะรักฝังใจมานาน ต่อด้วยกลุ่มเพื่อให้นสาวไฮโซ ที่ให้คำแนะนำเรื่อง ‘ความรัก’ แตกต่างไปอีกเพราะมีทั้งประสบการณ์คบเด็กอายุน้อยกว่ามาแล้ว และ สนุกกับการไม่คบใครจริงจังไปเรื่อยๆ ที่เปรียบเป็นภาพสะท้อนให้คุณได้เห็นลางๆถ้าตัดสินใจเลือกผู้ชายพลาดต้องปวดหัวเรื่องอะไรบ้าง
.
อีกหนึ่งใจความสำคัญที่แทรกเผ่านาได้ดีคือ ทั้งๆที่ผู้หญิงวัย 39 ปีแบบ Tachibana มีแต่ผู้ชายถอยหนี แต่ในทางกลับกัน ผู้ชายวัย 39 ปีกลับเป็นตอนๆอายุที่สาวๆวัยรุ่นหมายปองที่สุด ซึ่งตัวซีรี่ย์ให้เหตุผลว่า เนื่องมาจากสาวๆวัยรุ่นมักมองหาผู้ชายที่อายุเยอะวัย 30 ขึ้นไป เพราะต้องการความมั่นคงนั่นเอง
.
ฉากย้อนอดีตระหว่าง Tachibana กับ Sakurai ช่วงมัธยมถ่ายทอดได้ออกมาได้ดี มันสื่ออารมณ์ความสุขของการรู้สึกดีๆกับใครสักคน แต่ไม่กล้าเอ่ยความในใจออกไปได้เลย แถมบรรดาเพลงประกอบในทุกฉากของภาพอดีตที่เลือกมาก็เสริมอารมณ์ได้ฟิวหวนนึกถึงอดีตมากๆ (เพลงประกอบในฉากย้อนอดีตตอนแรกและตอนจบเลือกมาได้พอดีสุดๆ ฉากที่ Sakurai วัยปัจจุบันพูดที่สนามบาสฯเป็นฉากที่ชอบมาก ยิ่งเมื่อมองไปถึงตัวเนื้อเพลงแล้วบอกเลยน้ำตาจะไหล)

ข้อดีของ “Watashi Kekkon Dekinai Janakute, Shinain desu” คือการมีตัวละครที่เป็นผู้ใหญ่ ความคิดเป็นผู้ใหญ่ทำให้การตัดสินใจของตัวละครดูหนักแน่นและชวนให้เราอินตามว่าถ้านางเอกตัดสินใจพลาด มันอาจไม่มีเวลาหรือโอกาสที่จะกลับมาแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว ด้วยข้อจำกัดเรื่องวัยที่มากขึ้นและความเจ็บช้ำในใจที่มีแต่จะยิ่งทำให้เราหมดความมั่นใจในการมีความรักอีก

‘คนที่มีอดีตร่วมกันในวันวาน กับ คนที่พึ่งพบกันในวันนี้’
หลักสำคัญ ‘รักฝังใจในอดีต’ กับ ‘คนดีที่เพิ่งจะเจอในวันนี้’ เราจะเลือกใคร ? เป็นสิ่งที่ตัวซีรีส์ถ่ายทอดออกมาได้ดี รักที่ไม่สมหวังในอดีต แม้มันจะเจ็บช้ำบ้าง แต่ในความเจ็บช้ำนั้นมันก็ยังมีภาพความสุขของการได้ใช้เวลาร่วมกันกับคนที่เรารักรวมอยู่ด้วย เช่น ปั่นจักรยานซ้อนท้ายกัน แอบมองทุกครั้งที่เดินผ่านห้องเรียน หาเรื่องชวนคุยเพื่อให้ให้ได้ฟังเสียงสักนิด ทั้งหมดนี้มันยิ่งมีค่ามากขึ้น เมื่อเราอายุมากขึ้นและหันย้อนกลับไปมองความทรงจำที่เต็มไปด้วยความสุขอย่างมากเหล่านั้น แต่คนที่เราคิดว่า ‘ใช่’ และไม่เคยลืมไปจากใจเลยในวันวานจะเป็นเป็นคนที่เรารักที่สุดในวันนี้ด้วยรึเปล่า ? มันก็คงเป็นเรื่องที่เราต้องถามตัวเองให้ชัดเจน สิ่งสำคัญที่สุดของการแต่งงานก็คือ ‘ความรัก’ ถ้ารักกันและดูแลมันอย่างดีที่สุด การแต่งงานก็คงเป็นปลายทางที่ไม่ยากจะก้าวไปถึง หรือ ถ้าไม่แต่งงานกัน การได้ใช้ชีวิตกับคนที่เรารักและเขาก็รักเรา เข้าใจเรา โดยที่เราสามารถเป็นตัวเองได้แบบไม่ต้องเสแสร้ง แค่นั้นชีวิตมันก็คงเพียงพอแล้ว

ด้านผู้แสดง Miki Nakatani (จาก Memories of Matsuko) เป็นอีกหนึ่งความดีความชอบงามของเรื่อง เพราะความสามารถไม่ทำให้ผิดหวังเลย ฉากโก๊ะก็น่ารักแบบผู้ใหญ่หน่อย ฉากฮาก็ฮา แต่ฉากเจ็บปวดมีน้ำตา น้ำตาก็ไหลเหมือนสั่งได้ในทุกซีน เรียกว่าดูดีเหมาะกับบทมาก ส่วน Fujiki Naohito (จาก Proposal Daisakusen) นี่ก็มาในมาดผู้ชายปากร้าย ปากเสียขั้นเทพผู้สำเร็จวิชาหลอกด่าขั้นเซียนได้เนียนเหนือเกิน (บทพี่แกคือพูดจาไม่ไว้หน้าใครเลยจริงๆ) นอกจากนี้ก็ยังมี Matsui Jurina สาวสวยน่ารักนักร้องสมาชิก AKB 48 ที่โผล่มาสวยใสทุกฉาก ทุกตอนในบทนางเอกสมัยวัยมัธยม

“Temple Grandin”

Temple Grandin คือคนออทิสติกที่อเมริการู้จักดีที่สุด และกำลังจะแปลงเป็นคนชื่อดังมากขึ้นไปอีก ช่วงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ HBO ได้เปิดตัวภาพยนตร์สารคดีเรื่องหนึ่ง โดยดาราสาว Claire Danes นำแสดงในบทของสาวผู้ขี้อาย มีปัญหาในการเข้าสังคม ที่แปลงเป็นนักสัตวศาสตร์ที่ปราดเปรื่อง แม้จะมีความพิการ และความแตกต่างจากไปคนอื่นๆ แต่ด้วยความพิการนี้เองแหละ ทำให้คุณประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวงในสองเวที กล่าวคือ ในฐานะของนักออกแบบโรงฆ่าสัตว์อย่างมีมนุษยธรรม และนักประพันธ์และกระบอกเสียงของคนเป็นออทิสติก ภาพยนตร์เรื่อง “Temple Grandin” นี้ แกะรอยชีวิตตั้งแต่ตอนเด็กของ Grandin ซึ่งไม่ยอมพูดไม่ยอมจา และไม่อยากไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับโลกภายนอกสักเท่าไรในตอนอายุ 4 ขวบ เนื่องมาจากเคยได้รับความเจ็บปวดจากการถูกทำให้ขายหน้าในโรงเรียน ไปจนกระทั่งตอนที่ได้รับความสำเร็จสูงสุดในเมืองคาวบอย Claudia Wallis ได้สนทนากับ Grandin ที่ปัจจุบันอยู่ในวัย 62 แล้ว และมีตำแหน่งเป็นถึงศาสตราจารย์ทางด้านสัตวศาสตร์แห่ง Colorado State University ถึงภาพยนตร์ชีวประวัติเรื่องนี้ไว้ดังนี้

ดาราสาว Claire Danes สวมหน้าที่ได้สมจริงตามความทรงจำในวัยเด็กของคุณมากน้อยเพียงใด

ดูเหมือนกับว่าได้เดินทางไปกับจักรกลผ่านเวลา (Time Machine) ที่แปลกแปลก
Claire แปลงเป็นตัวฉันที่ย้อนกลับไปในอดีตเมื่อทศวรรษที่ 60 และ 70 นั่นเทียว

รวมไปถึงวิธีการพูดเร็วๆ แปลกๆ นั่นด้วยใช่ไหม? คุณดูไม่เป็นอย่างนั้นเลยในตอนนี้

นั่นคือสิ่งที่ฉันเคยเป็นมาก่อน การเป็นออทิสติกนี้ คุณจะค่อย ๆ มีอาการดีขึ้นตามลำดับ อาการออทิสติกและอาการในกลุมโรคคลายออทิสติก จะลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ถ้าคุณยังคงปฏิบัติตามและเปิดใจรับทุกอย่างที่จะช่วยให้คุณดีขึ้น

เหตุเพราะคุณใช้วิธีการจำเป็นภาพ คุณรู้สึกรำคาญบ้างไหมเมื่อได้เห็นความแตกต่างระหว่างเหตุการณ์หรือสถานที่จริงๆ กับภาพที่จำลองออกมาในภาพยนตร์?

แต่มันมีความเหมือนกันอย่างน่าอัศจรรย์ อย่างเช่น ฉากไร่ปศุสัตว์ของคุณป้าของฉัน เขาก็เลือกบ้านนอกเมือง Texas ที่ดูแล้ว เหมือนกับไร่ของคุณป้าใน Arizona

คุณให้ข้อมูลในด้านไหนบ้าง?

ฉันให้ข้อมูลไปเยอะแยะในเรื่องเกี่ยวกับเรื่องวัวควาย ฉันต้องการให้แน่ใจได้ว่ามันถูกต้องอย่างแท้จริง ฉันชอบวิธีที่เขาสร้างงานในโครงงานต่างๆ ของฉันขึ้นมาใหม่ เขาสร้างบ่อจุ่มตัว [การอาบน้ำยาฆ่าสัตว์ที่รบกวนวัวควาย] ที่ต่างจากแบบร่างรูปบ่อเดิมเมื่อทศวรรษที่ 1970 ของฉัน แต่ปรากฏว่ามันคือบ่อจุ่มตัวที่ใช้การได้ดีเสียด้วย! คนที่รู้แต่ทำไม่เป็นอย่างฉันรับว่าชอบมันมากจริง ๆ

คุณจะบอกอะไรเราเรื่อง “อุปกรณ์โอบกอด” (squeeze machine) อันเลื่องลือ ที่คุณสร้างขึ้นมาสมัยยังเป็นวัยรุ่น เพื่อให้ทำให้ตัวเองสงบสุขในอ้อมกอดของอุปกรณ์นี้บ้างล่ะ?

มันถูกสร้างขึ้นมาตรงตามภาพสเก็ตช์ของฉันทุกประการเลย

ผู้สร้างภาพยนตร์ได้พยายามเก็บภาพจากวิธีการคิดเป็นภาพของคุณด้วยการใช้เทคนิคการกระพริบภาพ ให้ดูเหมือนทุก ๆ ภาพในความคิดของคุณ ภาพที่เห็นทั้งหมด ความจริงเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า?

นั่นตรงกับที่ฉันคิดทุกประการเลย วิธีการคิดอย่างนี้ของฉัน เป็นเหมือน Google (เว็บค้นหาข้อมูล) ค้นหาภาพนั่นเอง ลองบอกคำฉันมาสักคำสิ แล้วฉันจะบอกให้คุณรู้ว่ามันเผ่านาในความคิดของคุณอย่างไร ไม่เอาคำธรรมดา ๆ อย่างบ้านหรือรถนะ

ก็ได้ งั้นเอาคำว่า แค็กตัส (cactus) ก็แล้วกัน

ฉันมองเห็นภาพแค็กตัสปลอมที่เห็นในหนังตอนที่ฉันเดินเข้าไปดูฉาก ตอนนี้ ฉันมองเห็นกลุ่มแค็กตัสใน Arizona ฉันเห็นแค็กตัสต้นเล็กในบ้านของฉันตอนที่อยู่Arizona คราวนี้ ฉันกำลังมองเห็นลานให้อาหารสัตว์ใน Texas ที่ชื่อ Cactus ตอนนี้ คุณก็เห็นแล้วนี่ว่าฉันจบเรื่องนี้ยังไง

ฉันเข้าใจว่าคุณได้รับการสแกนสมองด้วยวิธี MRI และสมองของคุณก็มีโครงสร้างไม่เหมือนคนอื่นซึ่งอาจเป็นผลให้เกิดกระบวนการมองเห็นในลักษณะนี้

ฉันมีสายสัญญาณหลักของอินเตอร์เน็ตขนาดใหญ่โตมโหฬารเท่านี้แน่ะ เดินเข้าไปในคอร์เท็กซ์สายตา (visual cortex) ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นสองเท่าของส่วนควบคุม [ในคนปกติ] แต่ฉันต้องการจะเน้นว่าไม่ใช่คนที่มีกลุ่มอาการออทิสซึ่มทุกคนจะเป็นคนที่คิดเป็นภาพนะ บางคนเขาคิดเป็นรูปแบบคณิตศาสตร์ บางคนก็อาศัยคำพูด คนที่อยู่ในกลุ่มอาการออทิสซึ่มทั่วไป ดูเหมือนเป็นนักคิดผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพียงแค่นั้นคือ เก่งในเรื่องหนึ่ง แต่แย่ในอีกหลายๆ เรื่อง

ดูเหมือนว่า ตอนเด็กๆ การแบ่งแยกเพศแทบเป็นอุปสรรคอย่างมากของคนออทิสติกอย่างคุณ

แน่ๆที่สุด ตอนที่ฉันเริ่มทำงานนั้น ไม่เคยมีผู้หญิงทำงานในลานเลี้ยงอาหารสัตว์เลย นอกจากพวกเลขาฯ ที่ทำงานในออฟฟิศแค่นั้นฉากที่พวกเขาเอาลูกอัณฑะวัวมาใส่รถของฉันน่ะเหรอ? เกิดขึ้นจริง ๆ ฉากที่เล่าว่าพวกเมียของโคบาลไม่ต้องการให้ฉันทำงานตรงนั้นเหรอ? นี่ก็เกิดขึ้นจริงเหมือนกัน

คุณคาดว่า คนดูจะได้อะไรจากภาพยนตร์เรื่องนี้?

ฉันหวังว่าพวกเขาคงจะได้รู้ว่า คนบางคนที่เป็นออทิสติกขั้นร้ายแรงนั้นสามารถประสบความสำเร็จได้ อีกอย่างหนึ่ง ฉันหวังว่าสิ่งที่คนดูจะรับรู้ คือ ความสำคัญของครูพี่เลี้ยง ทุกวันนี้ ฉันมองเห็นเด็กที่มีไหวพริบและเด็กเก่งอย่างมาก แต่ยังไม่เห็น Dr. Carlock [ครูสอนวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่สวมหน้าที่โดย David Strathairn] ที่จะมาเป็นพี่เลี้ยง ความจริง ครูของฉันชื่อ Mr. Carlock ฉันเห็นแล้วละว่าเขาเขียนบทผิด แต่พอมาพิจารณามองว่า ครูเป็นคนที่สมควรจะได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตจริง ๆ ฉันจึงไม่แก้ไข ครู Carlock มีความสำคัญต่อความสำเร็จของฉันเป็นอย่างมาก สมัยนี้ ครูวิทยาศาสตร์จำนวนมาก หาไม่ได้แล้ว ทั้งวิชาการซ่อมรถ ยนต์และวิชาช่างเชื่อมโลหะ ก็ถูกกำจัดออกไปจากหลักสูตรเรียบร้อยแล้ว วิชาที่อาศัยการลงมือปฏิบัติพวกนั้นแหละจะช่วยให้เด็ก ๆ พวกนี้เกิดความสนใจเปิดรับ ฉันเห็นเด็กที่มีอาการแอสเพอร์เกอร์ [โรคออทิสซึ่มระดับไม่ร้ายแรง] ที่มีความถดถอยมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ พวกเขาให้คำนิยามตัวเองแต่ต้นเลยว่า เป็นคนที่มีอาการแอสเพอร์เกอร์ แต่ฉันให้คำนิยามตัวเองตั้งแต่ตอนแรกว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์

Julia Ormond แสดงเป็นแม่ผู้ตั้งความหวังไว้สูงมากของคุณ แม่ของคุณยังมีชีวิตอยู่ไหม? และท่านมีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้หรือเปล่า?

ม่าม้าของฉันอายุ 82 แล้ว จะเห็นท่านในภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยนะ ท่านก็ชอบ แต่ยังมีความกลุ้มอกกลุ้มใจอยู่บ้าง ภาพยนตร์แสดงให้เห็นตัวฉันในตอนกำลังมีพฤติกรรมแปลกแปลกสูงสุด

คุณยังคงใช้ “อุปกรณ์โอบกอด”อยู่หรือเปล่า?

มันเสียไปแล้วเมื่อสองปีก่อน และฉันไม่เคยคิดจะซ่อมมันด้วย เพราะตอนนี้ ฉันหันไปกอดคนแทนแล้วละ.

Flipped หวานนักวันรักแรก

Flipped เป็นภาพยนตร์อเมริกันแนวโรแมนติกคอมเมดี้ดราม่าร่วมเขียนบทและกำกับโดยร็อบไรเนอร์และสร้างจากนวนิยายชื่อเดียวกันของเวนเดลินแวนดราเนนในปี 2544 นำแสดงโดย Callan McAuliffe, Madeline Carroll, Rebecca De Mornay, Anthony Edwards, John Mahoney, Penelope Ann Miller, Aidan Quinn และ Kevin Weisman ภาพยนตร์เรื่องนี้บอกเล่าเรื่องราวของผู้เรียนระดับประถมศึกษาปีที่แปดสองคนที่เริ่มมีความรู้สึกต่อกันแม้จะเป็นตรงกันผ่านทั้งหมด . Flipped เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในสหรัฐอเมริกาตอนวันที่ 6 สิงหาคม 2010 โดยวอร์เนอร์บราคุณร์สพิคเจอร์ส [3] ได้รับคำวิจารณ์จากนักวิจารณ์อย่างมากและเป็นระเบิดบ็อกซ์ออฟฟิศทำรายได้ 4.3 ล้านดอลลาร์เทียบกับงบประมาณ 14 ล้านดอลลาร์
ในปี 1957 ไบรซ์ลอสกี้เด็กนักเรียนชั้นม. 2 ได้ย้ายเผ่านาพบกับจูเลียนนา “จูลี่” เบเกอร์เป็นนัดแรก เมื่อมองตากัน Juli รู้ว่ามันคือความรัก แต่ Bryce ไม่แน่ใจและพยายามหลีกเลี่ยงคุณ

สี่ปีต่อมาในปี 1961 ไบรซ์พยายามกำจัดจูลีโดยการออกเดทกับเชอร์รีสเตลล์ซึ่งจูลี่พบว่าไม่น่าเชื่อถือ อย่างไรก็ตามการ์เร็ตต์เพื่อให้นสนิทของเขาสนใจเชอร์รี่และในที่สุดก็บอกความจริงเกี่ยวกับคำแนะนำนี้กับคุณดังนั้นจึงไม่ถือว่าดีเกินไป ภายหลังที่จูลี่รู้ว่าพวกเขาเลิกกันคุณคิดว่าคุณจะให้เขากลับมาได้ แต่พวกเขาก็พิจารณาทางเลือกของตนเองใหม่เมื่อเวลาผ่านไป

Chet Duncan ปู่ของ Bryce ย้ายเผ่านาอยู่กับครอบครัว มีอยู่ช่วงหนึ่งจูลี่หลงรักต้นมะเดื่อเก่าแก่ต้นใหญ่ แต่ความเชื่อมโยงของคุณอยู่ได้ไม่นานภายหลังที่ต้นไม้ถูกโค่นลงทำให้คุณตระหนกตกใจมาก อย่างไรก็ตามพ่อของคุณให้ภาพวาดต้นไม้ชนิดเดียวกันกับคุณทำให้คุณเอาชนะความทุกข์ได้ จูลี่เจ็บปวดเมื่อพบว่าไบรซ์ทิ้งไข่ที่คุณเสนอไปเพราะกลัวเชื้อซัลโมเนลลา Chet ช่วย Juli ซ่อมบ้านของคุณในขณะที่ Bryce เริ่มมีความรู้สึกที่มีต่อ Juli

ภายหลังที่จูลี่กลับบ้านจากการไปเยี่ยมแดเนียลลุงที่พิการทางสมองของคุณคุณก็ได้ยินไบรซ์ช่วยเหลือความประพฤติที่ไม่ดีของการ์เร็ตต์ทำให้คุณเลิกสนใจเขา ลอสกิสเชิญคนทำขนมปังมาทานอาหารเย็นและเมื่อมาถึงตรงนั้นจูลี่กล่าวโทษไบรซ์เกี่ยวกับสิ่งที่เขาทำและในที่สุดก็ปฏิเสธเขา หลังอาหารค่ำคุณขอโทษสำหรับพฤติกรรมของคุณ ไบรซ์มีความรู้สึกที่หลากหลายในภายหลังเพราะว่าเขาไม่ได้รับการอภัยและคุณไม่สนใจมากพอที่จะเก็บความเศร้าใจไว้

เมื่อการประมูลเด็กตะกร้าใกล้เผ่านาจูลี่พบว่าเชอร์รี่คิดแผนที่จะประมูลไบรซ์ ไบรซ์ตื่นตระหนกว่าจะเกิดอะไรขึ้นในความเป็นจริงหากจูลีพยายามทำสงครามประมูลกับเชอร์รี่ แต่คุณเสนอราคากับเด็กชายที่ชื่อเอ็ดดี้ทรูล็อคด้วยความเห็นอกเห็นใจเพราะไม่มีใครเสนอราคาให้เขา อย่างไรก็ตามในระหว่างมื้อกลางวันไบรซ์ดูเหมือนละเลยที่จูลี่คุยกับเอ็ดดี้ไม่ได้ในขณะที่เขาคุยกับเชอร์รี่ ด้วยความหึงหวงเขาจึงลุกขึ้นจากโต๊ะและเดินเข้าไปหาคุณ เขาจับไหล่ของคุณและพยายามจะจูบคุณทำให้คุณหลบหน้าเขาและจากไปด้วยความอัปยศอดสู หลังจากนั้นความรู้สึกของ Juli ก็เจ็บปวด การ์เร็ตต์และไบรซ์ทั้งคู่ยุติความเป็นเพื่อให้นกันหลังจากความขัดแย้งเกี่ยวกับจูลี่ ไบรซ์พยายามคุยกับจูลี แต่เพราะสิ่งที่เขาทำคุณจึงปฏิเสธที่จะทำเช่นนั้น

สองวันต่อมาไบรซ์ปลูกต้นมะเดื่อต้นอ่อนที่สนามหญ้าหน้าบ้านของ Juli เพื่อให้แสดงให้คุณคิดว่าเขารู้สึกอย่างไร เมื่อคุณเห็นสิ่งนี้คุณจึงออกไปช่วยเขาและตระหนักว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมาพวกเขาไม่เคยเริ่มคุยกันเลย ในขณะที่พวกเขาปลูกต้นไม้พวกเขาจับมือกันมองตากัน

แม่ผู้นี้มีแต่รักแท้ (The Blind Side)

The Blind Side เป็นภาพยนตร์ดราม่ากีฬาชีวประวัติของอเมริกาปี 2552 เขียนบทและกำกับโดยจอห์นลีแฮนค็อกจากหนังสือปี 2549 เรื่องคนตาบอด: พัฒนาการของเกมโดยไมเคิลลูอิส [2] [3] โครงเรื่องมีไมเคิลโอเฮอร์ไลน์แมนตัวรุกซึ่งร่างโดยบัลติมอร์เรเวนส์แห่งบอลลีกแห่งชาติ (NFL) ภาพยนตร์เรื่องนี้ติดตาม Oher จากการศึกษาที่ยากไร้ของเขาตลอดหลายปีที่เขาอยู่ที่ Wingate Christian School (เป็นตัวแทนของโรงเรียน Briarcrest Christian School ในเมืองเมมฟิสรัฐเทนเนสซี) [4] การรับเลี้ยงบุตรบุญธรรมของฌอนและลีห์แอนน์ทูฮอยจนได้รับตำแหน่งมากที่สุดคนหนึ่ง มีโอกาสเป็นที่ต้องการอย่างมากในแวดวงบอลระดับวิทยาลัยจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นตัวเลือกรอบแรกของ Ravens

Quinton Aaron แสดงเป็น Michael Oher ร่วมกับ Sandra Bullock เป็น Leigh Anne Tuohy, Tim McGraw รับบท Sean Tuohy และ Kathy Bates รับบท Miss Sue ครูสอนพิเศษของ Oher [2] ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังมีการปรากฏตัวของโค้ชซีเอทั้งในปัจจุบันและในอดีตคนไม่ใช่น้อยรวมทั้งฮุสตันนัตต์เอ็ดออร์เจอรอนนิคบันลูโฮลซ์ทอมมีทูเบอร์วิลล์และฟิลลิปฟูลเมอร์ [5]

The Blind Side ทำรายได้ไปกว่า 300 ล้านเหรียญ บูลล็อคได้รับรางวัลออสการ์สาขาผู้แสดงนำหญิงรวมทั้งรางวัลลูกโลกทองสาขาดารานำหญิงยอดเยี่ยมในภาพยนตร์ – ละครและรางวัลกิลด์ดาราหน้าจอสาขาการแสดงดีเด่นโดยดาราหนังหญิงในหน้าที่นำ ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในปีแรกที่กฎกำหนดให้มีผู้ได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลภาพยอดเยี่ยมสิบคน (ก่อนหน้านี้ห้าคน) โดยการเสนอชื่อเข้าชิงถือเป็นเรื่องน่าแปลกใจของผู้ผลิต

ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดขึ้นพร้อมกับไมเคิล (“บิ๊กไมค์”) วัยสิบเจ็ดปีโอเฮอร์กำลังคุยกับเจ้าหน้าที่สืบสวนของซีเอ จากนั้นเหตุการณ์ย้อนหลังก็เกิดขึ้น

ไมเคิลได้รับการอุปการะเลี้ยงดูกับครอบครัวต่าง ๆ ในออสโลรัฐเทนเนสซีเนื่องมาจากแม่ของเขาติดยา ทุกครั้งที่เขาอยู่บ้านใหม่เขาจะหนีไป พ่อของเพื่อให้นของเขาที่ไมค์นอนอยู่บนโซฟาขอให้เบิร์ตคอตตันโค้ชของโรงเรียนวินเกทคริสเตียนช่วยลงทะเบียนลูกชายและไมค์ให้ลูกชายของเขา ด้วยความประทับใจในขนาดและความเป็นนักกีฬาของไมค์ฝ้ายทำให้เขาได้รับการยอมรับแม้จะมีผลการเรียนไม่ดีก็ตาม ต่อมาไมเคิลเป็นเพื่อให้นกับผู้เรียนรุ่นน้องชื่อฌอนจูเนียร์ (“SJ”) Leigh Anne Tuohy แม่ของ SJ เป็นนักออกแบบตกแต่งภายในที่มีจิตใจเข้มแข็งและเป็นเมียของนักธุรกิจที่ร่ำรวย Sean Tuohy

เจ้าหน้าที่โรงเรียนบอกไมเคิลว่าพ่อของเขาเสียชีวิตเห็นได้ชัดว่าเกิดจากอุบัติเหตุ ต่อมาลีห์แอนน์และฌอนดูบุตรสาวของพวกเขาคอลลินส์เล่นวอลเลย์บอล หลังจบเกมฌอนสังเกตเห็นไมเคิลหยิบอาหารที่เหลือบนอัฒจันทร์

คืนหนึ่งลีห์แอนน์สังเกตเห็นไมเคิลเดินคนเดียวบนถนนตัวสั่นในความหนาวเย็นโดยไม่มีเสื้อผ้าที่เพียงพอ เมื่อคุณรู้ว่าเขาคิดแผนที่จะใช้เวลาทั้งคืนโดยรวมตัวกันนอกโรงยิมของโรงเรียนที่ปิดอยู่ลีห์แอนน์เสนอที่จะให้เขานอนบนโซฟาในบ้านทูฮเย

เช้าวันรุ่งขึ้นลีห์แอนน์สังเกตคิดว่าไมเคิลออกไปแล้ว เมื่อเห็นเขาเดินจากไปคุณจึงขอให้เขาใช้วันหยุดขอบคุณพระเจ้ากับครอบครัวของคุณ ไม่ช้าไมเคิลจะแปลงเป็นสมาชิกของครอบครัว ต่อมาลีห์แอนน์ขับรถไปที่บ้านแม่ของไมเคิล เขาเห็นประกาศการเฉดหัวไล่ที่ติดไว้ที่ประตูและแม่ของเขาก็จากไป

เพื่อให้นของลีห์แอนน์สงสัยว่าคุณกำลังทำอะไร พวกเขาแนะนำว่าคอลลินส์อาจไม่ปลอดภัยกับไมเคิล แต่ลีห์แอนน์ตำหนิพวกเขา คุณถามคอลลินส์ในภายหลังว่าคุณรู้สึกอย่างไรกับเรื่องนี้ คอลลินส์ตอบว่าพวกเขาไม่สามารถโยนไมเคิลออกไปได้ เมื่อลีห์แอนน์พยายามที่จะเป็นผู้ปกครองโดยชอบด้วยกฎหมายของไมเคิลคุณรู้ว่าเขาถูกพรากจากแม่ที่ติดยาเมื่อเขาอายุเจ็ดขวบและไม่มีใครรู้ว่าคุณอยู่ที่ไหน นอกจากนี้คุณยังบอกด้วยว่าแม้ว่าเขาจะทำคะแนนในการทดสอบความถนัดทางอาชีพได้ไม่ดี แต่เขาก็ได้รับการจัดชั้นให้อยู่ในชั้นที่ 98 ใน “สัญชาตญาณการป้องกัน” เมื่อไมเคิลดูเหมือนลังเลที่จะใช้พละกำลังและขนาดของเขาในขณะเรียนรู้การเล่นบอลลีห์แอนน์บอกเขาในฐานะไลน์แมนตัวรุกเขาต้องปกป้องกองหลังของเขา จากช่วงเวลานั้นไมเคิลอาการดีขึ้นอย่างมากและดีพอที่จะเล่นในระดับวิทยาลัยได้ อย่างไรก็ตามในการทำเช่นนั้นเขาจำเป็นจะต้องมีเกรดเฉลี่ยขั้นต่ำถึงจะเข้าได้ดังนั้น Tuohys จึงจ้างครูสอนพิเศษส่วนตัวให้เขาซึ่งเป็นนางสาวซูที่พูดตรงไปตรงมาและใจดี

ลีห์แอนน์สนทนาแบบตัวต่อตัวกับแม่ของไมเคิลเกี่ยวกับการรับเลี้ยงเขา แม้ว่าคุณจะดูไม่สนองตอบในตอนแรก แต่ในที่สุดแม่ก็อวยพรให้ Michael ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด

ไมเคิลได้รับคัดเลือกจากโรงเรียนที่โด่งดังหลายแห่ง SJ พูดคุยกับโค้ชและสนทนาในนามของไมเคิล – และของเขาเอง เมื่อไมเคิลได้เกรดสูงพอเขาตัดสินใจเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยมิสซิสซิปปี (เรียกขานกันว่า “โอเลมิส”) ซึ่งฌอนเคยเล่นบาสเก็ตบอลและลีห์แอนน์เคยเป็นเชียร์ลีดเดอร์ นั่นทำให้ผู้ตรวจตราของซีเอ Granger ต้องตรวจดูเรื่องนี้เพื่อให้ตรวจทานว่า Tuohys พาเขาเผ่านาและมีอิทธิพลต่อเขาอย่างไม่เหมาะสมเพียงเพื่อให้ที่เขาจะเล่นเป็นโรงเรียนเก่าของพวกเขา

ไมเคิลวิ่งหนีไปก่อนที่การสัมภาษณ์จะจบลงและเผชิญหน้ากับลีห์แอนน์เกี่ยวกับแรงจูงใจของคุณในการพาเขาเผ่านาจากนั้นเขาก็ออกตามหาแม่ผู้ให้กำเนิดในหมู่บ้านเฮิร์ท หัวหน้าแก๊งต้อนรับเขากลับมาเสนอเบียร์ให้เขาและพูดจาดูถูกเหยียดหยามทางเพศเกี่ยวกับลีห์แอนน์และคอลลินส์ เมื่อหัวหน้าแก๊งขู่ว่าจะไล่ตามพวกเขาไมเคิลต่อสู้กับเขาและอันธพาลคนอื่น ๆ หลังจากคิดเรื่องต่างๆและตั้งคำถามกับลีห์แอนน์แล้วไมเคิลบอกเกรนเจอร์ว่าเขาเลือกโอเล่มิสเพราะ “ที่นี่ครอบครัวของฉันไปโรงเรียน” Michael ได้รับการยอมรับให้เข้าเรียนในวิทยาลัยและกล่าวอำลาครอบครัว Tuohy

ภาพยนตร์เรื่องนี้จบลงด้วยข้อมูลและภาพถ่ายของครอบครัว Tuohy ที่แท้จริงและ Michael Oher ผู้ซึ่งได้ไปเล่นใน National Football League เขาถูกร่างโดยบัลติมอร์เรเวนในรอบแรกของเอ็นเอฟแอลปี 2009 ร่าง

รื่อง ตี๋เหรินเจี๋ย ปริศนาพลิกฟ้า 4 จตุรเทพ ตอนที่7

“Double Vision” ซึ่งไม่เพียง แต่ทำเงินได้อย่างน่าทึ่งในไต้หวัน ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังนำชื่อเสียงของภาพยนตร์ไต้หวันในสุดยอดกลับมาด้วย
ในช่วงเจ็ดปีที่เฉินได้เข้าทำงานร่วมกับบริษัทสร้างภาพยนตร์สัญชาติจีนอย่าง Huayi Brothers เขาได้เป็นผู้อวยการสร้างภาพยนตร์รวมทั้งหมด 14 เรื่อง ได้แก่ “Assembly”, “The Message”, “Aftershock”, ภาพยนตร์ชุดตี๋เหรินเจี๋ย, Taichi series “Panted Skin: The Resurrection” และ “Back to 1942” เป็นต้น ซึ่งรวมแล้วทำเงินไปรวมกว่า 15,180,000 เหรียญสหรัฐจากการเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ในหลายประเทศทั่วโลก
เฉินได้ก่อตั้งบริษัท CKF PICTURES ในปี 2010 โดยมีเป้าหมายเพื่อให้สร้างเอกลักษณ์และขยายตลาดของภาพยนตร์ที่พูดภาษาจีนให้มากที่สุด
3. ผู้ออกแบบฉากแอ็กชั่น -หลิน เฟิง (Lam Fung)
ผู้กำกับฉากบู๊รุ่นใหม่ หลิน เฟิง (Lam Fung) เริ่มอาชีพของเขาในฐานะผู้แสดงแทนในเรื่อง “Swordsman” และ หวงเฟยหง (Once Upon a Time in China) ของผู้กำกับ ฉีเคอะ เขาเคยทำงานเป็นผู้ช่วย ผู้ออกแบบฉากแอ็คชั่น ในภาพยนตร์จีนเรื่องดังของ ผู้กำกับ อั้งลี่ เรื่อง “Crouching Tiger, Hidden Dragon” และ “Running on Time” ของ ผู้กำกับ จอนนี่ โท (Johnnie To) และได้ร่วมงานกับผู้แสดงระดับตำนานอย่าง หยวน หวูปิง (Yuen Woo-ping), หง จินเป่า (Sammo Hung) และ ชิน คา-โลค (Chin Ka-lok) หลินได้พัฒนารูปแบบฉากแอ็กชั่นที่เป็นเอกลักษณ์ซึ่งไม่แค่ดุดัน แต่สามารถแสดงอารมณ์ของตัวละครได้ด้วย
ตัวละคร
1.นักสืบตี๋เหรินเจี๋ย
หลังจากเกิดเหตุมังกรสมุทร พระราชาธิราชเกาจง ประทับใจในตัวตี๋เหรินเจี๋ยมาก และพระราชทานพลองมังกรให้ด้วย แต่ภายใต้เรื่องราวอันดูสงบสุขนี้กลับคุกรุ่นไปด้วยอันตรายที่กำลังคืบคลานเผ่านา เพราะจักรพัตราธิราชนี บูเช็กเทียนมองว่าตี๋เหรินเจี๋ย คือศัตรูหลักของพระองค์ ตี๋เหรินเจี๋ย ต้องแก้ปริศนาคราวนี้ให้ได้และกอบกู้ราชวงศ์ถังไว้ ในขณะที่ต้องต่อสู้กับอุปสรรคอย่างมากจาก จักรพัตราธิราชนีบูเช็กเทียน
รับบทโดย เจ้า โย่วถิง (Mark Chao)
เจ้า โย่วถิง สร้างชื่อจากภาพยนตร์ เรื่อง “Monga”, “So Young”, “Love”, “Black & White” หลังจากสำเร็จการศึกษาจาก University of Victoria ประเทศแคนาดา เขาก็ได้รับบทที่สร้างชื่อให้เขาทันทีในละครตำรวจเรื่อง “Black & White” และส่งให้เขาได้รับรางวัลดาราหนังนำชายยอดเยี่ยมจากงาน Golden Bell Award เขาได้เริ่มเข้ารับบทในจอใหญ่กับภาพยนตร์เรื่อง “Monga” ซึ่งจากบทในเรื่องนี้ เขาชนะรางวัลดาราหนังคนใหม่ยอดเยี่ยมในงาน Asian Film Award ครั้งที่ 5 เจ้า โย่วถิงเริ่มรับบท นักสืบตี๋เหรินเจี๋ย ในปี 2012 และคราวนี้เขาก็ได้กลับมารับบทนี้อีกรอบ
2. อวี้จื้อเจินจิน (Yuchi Zhenjin)
อวี้จื้อเจินจิน (Yuchi Zhenjin) เป็นครูสอนกังฟู ซึ่งถูกแต่งตั้งให้ร่วมหน่วยทหารโกลเด้นการ์ด และเป็นผู้รับผิดชอบความปลอดภัยของราชวงศ์ เขาเป็นทั้งเพื่อให้นสนิทและคู่ปรับของ ตี๋เหรินเจี๋ย อวี้จื้อเจินจิน ได้รับคำสั่งจาก จักรพัตราธิราชนีบูเช็กเทียน ให้ขโมยพลองมังกรจาก ตี๋เหรินเจี๋ย แต่เขาทำพลาด และถูกส่งไปขังที่เรือนจำ เขาพยายามที่จะคืนดีกับ ตี๋เหรินเจี๋ย และหยุดแผนล้มล้างราชวงศ์
รับบทโดย เฝิง เส้า เฟิง (Feng Shaofeng)
เฝิง เส้า เฟิง (Feng Shaofeng) จบการศึกษาจาก Shanghai Theater Academy เฝิงสร้างชื่อจากภาพยนตร์เรื่อง “White Vengeance”, “Young Detective Dee: Rise of Dragon Sea”, “Wolf Totem” เขาได้รับรางวัลดาราหนังนำชายยอดเยี่ยมในงานรางวัล Hundred Flowers Award ครั้งที่ 33 จากผลงานภาพยนตร์เรื่อง Wolf Totem
3. หลิน เกิงซิน (Lin Gengxin) รับบท ซาถัว จง (Shatuo Zhong)
ซาถัว จง (Shatuo Zhong) เป็นหมอที่เก่งกาจ และเป็นเพื่อให้นสนิทของ ตี๋เหรินเจี๋ย เขาฉลาดและซื่อสัตย์ แต่เขินตลอดเวลาต้องพูดคุยกับสาวๆ ในการผจญภัยคราวนี้ เขาจะได้พบกับเด็กสาวคนหนึ่งที่จะทำให้เขาพบทั้งความรัก และความอันตราย

วรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่ชิ้นหนึ่งของโลก มีอายุยาวนานขนาด ๓๐๐ ปีที่แล้วคริสต์ศักราช ต้นฉบับดั้งเดิมเป็นภาษาสันสกฤต

รูปแบบของการเล่าขานมีอยู่ในทุกแขนง ตั้งแต่กำแพง ฝาผนัง ไปจนถึงบทละคร โขน หนัง
แค่ตัวหนังสือ ก็ผ่านการแปลเป็นไม่รู้กี่ภาษานับไม่ถ้วน มีทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง ล้วนแตกต่างทางการถ่ายทอด บ้างสั้น บ้างยาว บ้างตัดตอน เล่าอย่างย่อ ที่แปลจากต้นฉบับแท้ดั้งเดิมก็น่าเบื่อ ไร้สีสันจนอยากจะหนุนแทนหมอนมากกว่าฝืนอ่านต่อลากยาวไปจนจบ

การนำเสนอในเล่มนี้ คุณวรวดี แปลจากต้นฉบับภาษา England ของ ราเมศ เมนอน นักเขียนนิยายร่วมสมัย ที่เล่าเรื่องราวอย่างลื่นไหล น่าสนุก และน่าติดตามจนPeter Brook ผู้กำกับยอดเยี่ยมหลายรางวัล รวมถึงเชคสเปียร์ไพร้ส์ ได้กล่าวถึงหนังสือเล่มนี้ว่าเป็น “เรื่องราวเก่าแก่คงอยู่คู่กาลเวลาที่ถูกถ่ายทอดใหม่ด้วยลีลาอันหมดจดงดงาม”

ไม่ง่ายเลย สำหรับการอ่านเรื่องเล่าจากหลายร้อยปีโดยไม่หาวไปด้วย หากสำนวนภาษาจะไม่ชวนติดตาม หรือพูดง่ายๆ อ่านไปงงไป
เล่มนี้ตอบโจทย์ที่ว่า เรื่องราวเก่าแก่แม้ขุดมาเล่าใหม่ก็สามารถตื่นเต้นได้ราวกับอ่านลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์ หรือดูหนัง สตาร์วอร์ส

ใกล้เทศกาลแห่งความรักแล้ว ขอยกตอนที่เข้าบรรยา่กาศมาก็แล้วกัน

จะชวนมาแอบฟังคารมทศกัณฐ์ตอนจีบนางสีดา

“…สีดา มอบกายของท่านให้ข้าเถิด! ข้าจะรักท่านอย่างที่หญิงทุกคนทำได้แค่ฝันจะเป็นที่รักของชายเยี่ยงนั้น สีดา ครองหัวใจของข้าเถิด! ครองร่างกายของข้า และจงเป็นราชินีแห่งพิภพเคียงคู่กับข้า เราจะเดินคู่กันไปในอโศกวนา เพียงเรา 2 คนเท่านั้น แล้วท่านจะรู้ว่าความสุขที่แท้เป็นฉันใด”
……………………………………………………….

และความคิดถึงของนางสีดา
“….หนุมาน เราคิดถึงพระรามเหลือเกิน…..ก่อนหน้านี้ชีวิตเราคล้ายสามารถหลุดลอยจากร่างได้ทุกเพลาเมื่อไม่ได้เห็นพักตร์พระองค์ หากบัดนี้ แม้เพียงมีความหวังริบหรี่ สีดายังจะฉุดรั้งวิญญาณไว้กับร่างเพื่อรอคอย”

คงไม่ต้องกล่าวว่าอ่านแล้วได้อะไรบ้าง
มากมายสุดพรรณนานับ แต่ที่แน่ๆ นั่งดูโขนแล้วเข้าใจขึ้นเยอะเลยค่ะ ขอ บอก